หน่วยงาน-โครงการวิจัย

วิจัยพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง


 

วิจัยพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง


รู้จักลุ่มน้ำปากพนัง

ลุ่มน้ำปากพนังตั้งอยู่ในลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกส่วนที่ 4 ซึ่งเป็นลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำหลักภาคใต้ฝั่งตะวันออก มีพื้นที่รวมประมาณ 3,183.89 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 1,989,932 ไร่ ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างลองจิจูดที่ 7 องศง 45 ลิบดา - 8 องศา 30 ลิบดาเหนือ และละติจูดที่ 99 องศา 41 ลิบดา - 100 องศา 30 ลิบดาตะวันออก ครอบคลุมจังหวัดนครศรีธรรมราช 11 อำเภอ ได้แก่ พื้นที่ทั้งหมดของอำเภอปากพนัง อำเภอเชียรใหญ่ อำเภอร่อนพิบูลย์ อำเภอจุฬาภรณ์ อำเภอชะอวด อำเภอหัวไทร อำเภอพระพรหม และอำเภอเฉลิมพระเกียรติ บางส่วนของอำเภอลานสกา อำเภอทุ่งสง อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช บางส่วนของอำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง และอำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง

อาณาเขตติดต่อกับพื้นที่ใกล้เคียง

ทิศเหนือ จรด อำเภอเมืองและอำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช

ทิศใต้ จรด อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา และอำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง

ทิศตะวันออก จรด อ่าวไทย

ทิศตะวันตก จรด อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช และอำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง

 

ความเป็นมา

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้ก่อตั้งขึ้นจากการเรียกร้องของชาวนครศรีธรรมราชในปีพ.ศ.2510 ซึ่งเริ่มก่อสร้างเมื่อ วันที่ 29มีนาคม พ.ศ.2539 โดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้เสด็จพระดำเนินเป็นองค์ประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์อาคาร และได้เปิดทำการเรียนการสอนครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ.2541

ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ได้มีพระราชดำริให้สร้างประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิบริเวณห่างจากปากแม่น้ำปากพนังประมาณ 3 กิโลเมตร ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำริ  ในการแก้ไขปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม และน้ำเค็ม เพื่อให้ประชาชนมีน้ำบริโภคและทำการเกษตรได้ตลอดทั้งปี กอรปกับความตระหนักในบทบาทภารกิจของมหาวิทยาลัยที่ได้ก่อเกิดจากการเรียกร้องของพี่น้องประชาชนชาวนครศรีธรรมราช จึงเป็นพันธกิจสำคัญของมหาวิทยาลัยที่จะต้องดำเนินงานไปในทิศทางที่สนองตอบต่อความต้องการของพื้นที่ นอกเหนือจากการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพแล้ว ก็ยังต้องมีบทบาทในการเป็นผู้นำเอาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และวิทยาการที่เหมาะสมมาช่วยแก้ปัญหาให้กับท้องถิ่นอีกด้วย

แม้มหาวิทยาลัยจะเพิ่งเริ่มเปิดการเรียนการสอน มีข้อจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณ และหน่วยสนับสนุน ด้านต่างๆ แต่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ก็ได้พิจารณาเห็นว่าเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะเข้าร่วมมีบทบาทในการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังตามแนวพระราชดำริ ที่ได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานไว้แล้วนั้น จึงพิจารณาให้จัดตั้ง “โครงการวิจัยและพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์” ขึ้นในปีพ.ศ.2542 โดยมีความมุ่งหมายที่จะสนองพระราชดำริในการพัฒนาและฟื้นฟูศักยภาพของพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง ให้สามารถกลับมาเป็นแหล่งผลิตทางเกษตรที่อุดมสมบูรณ์และชุมชนสามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างยั่งยืน เพื่อเป็นพื้นฐานการสร้างสังคมที่ผาสุกร่มเย็นของภาคใต้ต่อไป

 

วัตถุประสงค์

(1) เพื่อร่วมกันแสวงหาแนวทางในการบรรเทาความยากจนของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง

(2) เพื่อให้ชุมชนในลุ่มน้ำปากพนังสามารถพึ่งตนเองได้ในระยะยาวในทิศทางการพัฒนาแบบยั่งยืนและตั้งอยู่บนพื้นฐานของเศรษฐกิจพอเพียงและเศรษฐกิจชุมชน

(3) เพื่อเพิ่มศักยภาพของชุมชนลุ่มน้ำปากพนังในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตนเอง รู้เท่าทันปัญหาและสามารถระดมสรรพกำลัง ทั้งทรัพยากรและทุนต่างๆ ในชุมชนเป็นฐานในการพัฒนาตามความต้องการของตนเอง

(4) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข และสวัสดิการเพื่อสร้างชุมชนที่มีความ “ผาสุก” ตามพึงประสงค์ของชุมชน

(5) เพื่อบูรณาการความรู้ทางวิชาการของบุคลากรมหาวิทยาลัยเข้ากับภาคปฏิบัติเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น โดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลาง

(6) เพื่อได้รูปแบบ (model) การพัฒนาเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำที่เหมาะสม เป็นทางเลือกของการพัฒนาตามรอยพระราชปณิธานและพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

 

การดำเนินงาน

การดำเนินงานของ “โครงการวิจัยและพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์” เพื่อสนองงานตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังนั้น มีการกำหนดกรอบในการดำเนินงานวิจัยและพัฒนาโครงการฯ ที่วางอยู่บนฐานความคิดและแนวทางการดำเนินงาน ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งโครงการ ดังต่อไปนี้

(1) เป็นการวิจัยและพัฒนาที่มีลักษณะเป็นองค์รวม (holistic) ไม่ได้แยกเป็นส่วนๆ (compartmentalization) โดยปราศจากการยึดโยงที่มีชุมชนเป็นศูนย์กลางของเป้าหมายหลัก

(2) ใช้หลักการพัฒนาแบบยั่งยืน ที่มนุษย์กับทรัพยากรสิ่งแวดล้อมสามารถพึ่งพิงต่อกันได้อย่างไม่เสื่อมหรือล่มสลายไป และให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์การตกลงร่วมกันของผู้มีส่วนได้เสียทั้งทางกายภาพและทางสังคม

(3) เป็นการศึกษาวิจัยและพัฒนาจากล่างขึ้นบน (bottom-up) วางอยู่บนพื้นฐานความต้องการที่ชุมชนเป็นผู้กำหนดเอง และเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียและชุมชนมีส่วนร่วมในการวิจัยและพัฒนามากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในรูปของวิจัยและปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) เพื่อเป็นการสร้างจิตสำนึกในการศึกษาและพัฒนาตนเองให้กับชุมชน

(4) เป็นการวิจัยและพัฒนาที่เน้นการแก้ไขปัญหาของพื้นที่ (Problem Solving based) มากกว่าการแสวงหาความรู้ทางวิชาการบริสุทธิ์

(5) ให้ความสำคัญกับกระบวนการดำเนินการวิจัยและพัฒนา (process) และผลกระทบ (impact) เท่าๆ กับผลสัมฤทธิ์ (output) ที่จะเกิดขึ้น

(6) เป็นการดำเนินงานที่ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง มากกว่าจะแยกทำเพียงลำพัง โดยมีเป้าหมายที่จะได้รูปแบบการพัฒนาฟื้นฟูพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนังที่เหมาะสม สามารถเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างบริหารจัดการชุมชนต่อไป

 

TOP