ข่าวเด่น

นายชวน หลีกภัย ปาฐกถาพิเศษ การศึกษาไทยแข่งขันได้ในอาเซียน



นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี คนที่ 20 ปาฐกถาพิเศษเรื่อง การศึกษาไทยแข่งขันได้ในอาเซียน ย้ำความสามารถเยาวชนไทยไม่ได้เป็นรองชาติใดในอาเซียน พร้อมแนะทุกสถาบันการศึกษาต้องร่วมมือและพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ในการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน
 
เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารปฎิบัติการเทคโนโลยีและพัฒนานวัตกรรม นายชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรีคนที่ 20 ได้ปาฐกถาพิเศษเรื่อง การศึกษาไทยแข่งขันได้ในอาเซียน ในงานวลัยลักษณ์วิชาการ 2555 เปิดบ้านวลัยลักษณ์ เกษตรแฟร์ ที่ ม.วลัยลักษณ์จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบ 20 ปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัย โดยมี ดร.กีร์รัตน์ สงวนไทร อธิการบดี ม.วลัยลักษณ์ กล่าวรายงาน ซึ่งได้รับความสนใจจากนักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ ผู้ประกอบการภาครัฐและเอกชน ตลอดจนประชาชนทั่วไปเข้าฟังกว่า 400 คน
 
นายชวน หลีกภัย กล่าวว่า ในฐานะเป็นผู้แทนราษฎรและเป็นคนใต้ ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยในปี พ.ศ. 2538 ได้ผลักดันให้มีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยในภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ จำนวน 11 แห่ง ซึ่งสถาบันเหล่านั้นได้ก้าวไปอย่างมั่นคง สำหรับ ม.วลัยลักษณ์นั้นถือเป็นมหาวิทยาลัยสำคัญของภาคใต้ ตนและสมาชิกผู้แทนราษฎรได้ช่วยกันสนับสนุนมหาวิทยาลัยแห่งนี้มาตั้งแต่ต้น โดยพยายามผลักดันคณะแพทย์และโรงพยาบาลให้เกิดขึ้น เพื่อช่วยเหลือดูแลพี่น้องชาวนครศรีธรรมราชและพื้นที่ภาคใต้ตอนบนด้วย
 
นอกจากนี้บทบาททางด้านการศึกษา ในปี 2539 ได้ก่อตั้งกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) โดยหวังว่าจะเป็นการกระจายโอกาสเพื่อให้นักศึกษาที่มีฐานะไม่พร้อมได้กู้ยืมเงินเรียน และเพิ่มโอกาสในการเรียนมากขึ้น เพราะมองเห็นว่าการให้ความรู้แก่ประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งนี้โครงการดังกล่าวเกิดจากประสบการณ์ในสมัยที่ตนเองเป็นเด็กบ้านนอก และต้องเดินทางไปเรียนในกรุงเทพมหานคร ซึ่งไม่มีแม้กระทั่งที่พัก เลยต้องไปอาศัยวัดเป็นที่พึ่ง ชีวิตความเป็นอยู่ต้องใช้ความอดทนมาก ซึ่งความคิดขณะนั้นคิดอย่างเดียวคือต้องพยายามรีบเรียนให้จบให้เร็วที่สุด โดยความลำบากที่ได้เจอสอนให้เป็นคนที่มีความเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกันในเรื่องต่างๆ ซึ่งต่างกับชีวิตการเรียนในยุคปัจจุบันที่มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นแต่ผลเสียคือทำให้เด็กขาดความอดทน บางครั้งเจอปัญหาเล็กน้อย ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่กลับแก้ด้วยการฆ่าตัวตายตามที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ดังนั้นอยากให้นักศึกษาสมัยนี้มีความอดทนให้มากเพื่ออนาคตของตนเอง
 
นายชวน กล่าวต่อไปอีกว่า ถึงแม้ผลงานของ ม.วลัยลักษณ์ ในอายุ 20 ปี จะไปเทียบกับมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ อย่างเช่น จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ซึ่งตั้งมาเกือบ 100 ปีไม่ได้ แต่การสั่งสมทรัพยากรโดยการส่งอาจารย์หรือบุคลากรไปเรียนต่างประเทศเพื่อกลับมาพัฒนามหาวิทยาลัย ก็จะทำให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง นอกจากนี้ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย อย่ามองข้ามความสำคัญของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พยายามช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยในฝ่ายของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ไม่เคยทอดทิ้ง หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยยังคงช่วยผลักดันสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
 
สำหรับการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 แม้ว่าภาษาอังกฤษของเด็กไทยจะยังด้อยกว่าประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซีย สิงค์โปร์ อินโดนีเซียหรือเวียดนาม แต่มั่นใจว่าเยาวชนไทยมีความสามารถด้านอื่นๆไม่แพ้ชาติใดในอาเซียน ซึ่งหากถามว่าการศึกษาไทยไปแข่งกับมหาวิทยาลัยอื่นในอาเซียนได้หรือไม่ คำตอบคือก่อนที่จะไปแข่งขันกับประเทศอื่นๆ เราต้องแข่งขันกับตัวเองก่อน ซึ่งหากดูโดยภาพรวมแล้วคุณภาพของมหาวิทยาลัยในเมืองไทยไม่ด้อยไปกว่ามหาวิทยาลัยอื่นในอาเซียนเช่นกัน ทั้งนี้มหาวิทยาลัยในเมืองไทยต้องรู้จักการแบ่งปัน ร่วมมือกัน พึ่งพาอาศัยกัน มีการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน จะทำให้มหาวิทยาลัยก้าวหน้าต่อไปได้
 
สิ่งสำคัญนอกจากการให้ความรู้ มหาวิทยาลัยต้องปลูกฝังอุดมการณ์ให้เยาวชนยึดความถูกต้อง หลักความชอบธรรม คิดเพื่อส่วนรวม มีการสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมเข้าไปด้วย นักศึกษาต้องรู้จักแบ่งเวลาไปทำกิจกรรมเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิต เรียนรู้ข้อผิดพลาดจากการทำกิจกรรม และเมื่อก้าวเข้าสู่ชีวิตการทำงานก็ทำให้ชีวิตราบรื่นยิ่งขึ้น
 
“ผมคิดว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่น่าอยู่ที่สุดในอาเซียนเนื่องจากประชาชนในเมืองไทยมีรอยยิ้ม มีประเพณีวัฒนธรรม มีมารยาทที่ดีงาม รวมถึงการมีระบบครอบครัวที่ดี จึงอาจจะดึงดูดให้ประชาชนจากหลายๆประเทศเข้ามาทำงานในเมืองไทยมากขึ้น ทั้งนี้ สิ่งที่จะมีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือเศรษฐกิจและการค้า แต่การศึกษาอาจไม่กระทบมากนัก และในโอกาสครบ 20 ปีแห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ผมขอแสดงความยินดีกับคณะผู้บริหาร อาจารย์และนักศึกษาทุกคนด้วยความจริงใจ ขออวยพรให้มหาวิทยาลัยประสบความสำเร็จ มีความก้าวหน้าไม่ด้อยกว่ามหาวิทยาลัยในอาเซียน ” นายชวน หลีกภัย กล่าวในตอนท้าย

ประมวลภาพ


ข่าวและภาพโดย นายธีรพงศ์ หนูปลอด ส่วนประชาสัมพันธ์

TOP