ข่าววิชาการ-วิจัย-สัมมนา

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จัดบรรยายพิเศษ หัวข้อ "Challenges for personalized medicine-getting away from the hype" เนื่องในวันมหิดล

  
 
สำนักวิชาแพทยศาสตร์ ร่วมกับศูนย์วิจัยวิทยาการสุขภาพ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จัดบรรยายพิเศษ (Special Lecture) ในหัวข้อ "Challenges for personalized medicine-getting away from the hype" เนื่องวันมหิดล (วันที่ 24 กันยายน) ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสวรรคตของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันของไทย เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุม 4 ชั้น 2 อาคารปฏิบัติการเทคโนโลยีและพัฒนานวัตกรรม โดยได้รับเกียรติจาก Prof. Dr. Edmund J.D Lee , Pharmacogenetic Center, YLL School of Medicine; National University of Singapore
 

 
Prof. Dr. Edmund J.D Lee กล่าวว่า เนื่องจากพันธุกรรมเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา ดังนั้นการศึกษาวิจัยทางด้านเภสัชพันธุศาสตร์ (Pharmacogenetics) หรือ Pharmacogenomics จะช่วยให้แพทย์สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น กล่าวคือ ได้ผลในการรักษามากขึ้นและลดการเกิดพิษจากยาโดยเฉพาะอย่างยิ่งยาที่มี therapeutic index ต่ำ สำหรับการศึกษาทางด้าน "Personalized medicine" หรือการบริหารยาในผู้ป่วยเฉพาะบุคคลเพิ่งจะมีรายงานการศึกษามาตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1998 และมีการศึกษาเพิ่มขึ้นตามลำดับ
 
จากการศึกษาทางเภสัชพันธุศาสตร์ สามารถแบ่งกลุ่มคนที่มีความสามารถในการแปรรูปยาที่แตกต่างกันเป็น 4 ลักษณะ คือ ultrarapid metabolizer, extensive metabolizer, intermediate metabolizer และ poor metabolizer ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะมีระดับยาในเลือดแตกต่างกัน และจะตอบสนองต่อการรักษาความเป็นพิษจากยาที่แตกต่างกันไปด้วย กล่าวคือ กลุ่มคนที่เป็น ultrarapid metabolizer จะไม่ตอบสนองต่อการรักษา เนื่องจากมีระดับยาในเลือดต่ำกว่าระดับที่มีผลในการรักษา ในขณะที่กลุ่ม poor metabolizer จะมีโอกาสเกิดพิษจากยาได้
 
จากความรู้ดังกล่าวข้างต้น จึงได้มีการศึกษาลักษณะทางพันธุกรรมของผู้ป่วยก่อนสั่งจ่ายยาบางชนิดที่มี therapeutic index ต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยารักษามะเร็ง แต่อย่างไรก็ดี ในการใช้ยาส่วนใหญ่ การทดสอบทางพันธุกรรมเพียงอย่างเดียวก็ไมสามารถบ่งชี้ถึงประสิทธิภาพในการรักษา ตัวอย่างเช่น การใช้ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดกลุ่ม warfarin แพทย์จำเป็นต้องติดตามค่า NIR เพื่อใช้ในการกำหนดขนาดของยาด้วย
 
โดยสรุป การตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาขึ้นกับปัจจัยต่างๆ หลายชนิด เช่น พันธุกรรม อายุ เพศ โรคประจำตัว การทำงานของตับ ไต ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย อาหารการกิน ยาที่ใช้ร่วมกัน ฯลฯ ดังนั้นการที่จะรักษาผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพในคนไข้แต่ละคนนั้นจึงต้องคำนึงถึงปัจจัยเหล่านี้ประกอบไปด้วย มิใช่เพียงปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเท่านั้น
 
ขอขอบคุณ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์วีรวัฒน์ มหัทธนตระกูล ผู้สรุปการบรรยายพิเศษในครั้งนี้

ประมวลภาพ

TOP