ข่าวเด่น

ม.วลัยลักษณ์ศึกษาข้อมูลปะการัง-พันธุ์ปลา ส่งเสริมทรัพยากรชายฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน

ข่าวจากหนังสือพิมพ์ เดลินิวส์ ประจำวันที่ 4 มิถุนายน 2556 หน้า 12


ระบบนิเวศแนวปะการัง เป็นระบบนิเวศทางทะเลที่มีความสำคัญต่อมนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ จำนวนมาก เนื่องจากแนวปะการังเป็นแหล่งอนุบาลตัวอ่อน แหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งหลบภัย แหล่งอาหาร แหล่งวางไข่ แหล่งผสมพันธุ์ของสัตว์น้ำ และที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์ทะเลนานาชนิด เช่น เต่าทะเล หมึก กุ้ง หอย ปลา เป็นต้น จากการสำรวจ พบปลาในแนวปะการังมากกว่า 800 ชนิด จึงเปรียบได้ว่าแนวปะการังนั้นเปรียบเสมือนป่าดงดิบบนพื้นแผ่นดินก็ว่าได้

จากการสำรวจปะการังในน่านน้ำไทยของหลายหน่วยงาน พบปะการัง 18 วงศ์ 71 สกุล 388 ชนิด โดยพบแพร่กระจายอยู่ทั่วไปทั้งด้านชายฝั่งทะเลอ่าวไทยและชายฝั่งทะเลอันดามัน ซึ่งมีพื้นที่รวมประมาณ 96,300 ไร่ แบ่งเป็นเขตชายฝั่งทะเลอ่าวไทย 45,500 ไร่ และชายฝั่งทะเลอันดามัน 50,800 ไร่ โดยสภาพของแนวปะการังในอ่าวไทยทางด้านฝั่งตะวันออกมีสภาพสมบูรณ์ถึงสมบูรณ์ดีมาก โดยบริเวณเกาะกระ จังหวัดนครศรีธรรมราช ไม่พบปัญหาความเสื่อมโทรมของแนวปะการัง ในขณะที่แนวปะการังฝั่งตะวันตกของทะเลอันดามัน 50,800 ไร่ ส่วนใหญ่มีสภาพสมบูรณ์ปานกลาง โดยแนวปะการังในจังหวัดสตูลมีแนวโน้มอยู่ในระดับสมบูรณ์ดีมาก ส่วนแนวปะการังในจังหวัดพังงาและภูเก็ตมีแนวโน้มเสื่อมโทรมมากที่สุด

รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษณะเดช เจริญสุธาสินี อาจารย์ประจำสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์ ในฐานะหัวหน้าศูนย์ความรู้เฉพาะด้านนิเวศวิทยาพยากรณ์และการจัดการ (Center of Excellence for Ecoinformatics) เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากทางทีมงานศูนย์ความรู้เฉพาะด้าน Ecoinformatics ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับ Coral sensor network ที่เกาะราชา จ. ภูเก็ต ร่วมกับ CREON (Coral Reef Environmental Observatory Network) และ Australia Institute of Marine Science, UCSD, UCSB และ UCSB เห็นว่าถ้าได้มีการเก็บข้อมูลทางชีววิทยาปะการังและปลาในแนวปะการังร่วมด้วยจะทำให้เข้าใจระบบนิเวศปะการังที่เกาะราชาได้ดียิ่งขึ้น

จึงเป็นที่มาของการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การออกแบบและวิเคราะห์ข้อมูลในการศึกษาปะการังและปลาในแนวปะการัง (International Coral & Reef Fish Workshop) ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจาก สวทช. และได้รับเกียรติจาก Prof. Sally Holbrook, Prof. Russ Schmitt และ Dr. Andrew Brooks จาก University of California Santa Barbara, USA และ ดร.นิพนธ์ พงศ์สุวรรณ นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษ จาก สถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน (Phuket Marine Biological Center) เป็นวิทยากร โดยได้รับความสนใจจากนักศึกษาระดับปริญญาตรี ม.เกษตรศาสตร์ นักศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาวิทยาศาสตร์เชิงคำนวณ ม.วลัยลักษณ์ นักศึกษาระดับปริญญาเอกจาก มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียซานตาบาบาร่า (University of California Santa Barbara- UCSB) ตลอดจนเจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเข้าร่วมอบรม

ซึ่งการอบรมในครั้งนี้เป็นการดำเนินการโดยระบบ coral sensor network เป็นการติดตั้งเซนเซอร์วัดอุณหภูมิ ความเค็ม และความลึก ณ จุดที่เป็นแนวปะการังที่ระดับความลึก 10 เมตร บริเวณหน้าหาดขอนแค ของเกาะราชา เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่อาจจะเกิดปะการังฟอกขาว พร้อมติดตั้งกล้องวิดีโอใต้น้ำเพื่อศึกษาปลาในแนวปะการังและปะการัง เซนเซอร์ดังกล่าวจะแสดงผลแบบ real time online ทำให้เราสามารถติดตามข้อมูลอุณหภูมิของน้ำได้ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ข้อมูลความลึกของน้ำทะเลสามารถนำมาประยุกต์บอกได้ว่าเกิดสึนามิที่เกาะราชา จ.ภูเก็ต หรือไม่ และหากเกิดจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นกี่เมตร ทำให้สามารถเตือนนักท่องเที่ยวได้อย่างทันท่วงที

รองศาสตราจารย์ ดร.กฤษณะเดช กล่าวอีกว่า สำหรับวัตถุประสงค์ของการจัดอบรม จัดขึ้นเพื่อสร้างนักศึกษาระดับปริญญาโท/เอก และนักวิจัยให้มีพื้นฐานทางด้านการออกแบบการทดลอง และการวิเคราะห์ข้อมูลทางด้านปะการังและปลาในปะการัง การส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ระหว่างนักศึกษาที่มีความสนใจทางด้านปะการังและปลาในแนวปะการังทั้งในและต่างประเทศ ตลอดจนการพัฒนาและแนะนำมาตรฐานการวิจัยทางด้านปะการังและประชากรปลาในแนวปะการังระดับสากล สำหรับการติดตามการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศปะการังระยะยาว ทำให้สามารถเปรียบเทียบระหว่างเวลาและระหว่างแนวปะการังจุดอื่น ๆ ในประเทศไทยได้ โดยผู้อบรมได้ทำการสำรวจแนวปะการังบริเวณอ่าวขอนแคและอ่าวปะตก เกาะราชา จังหวัดภูเก็ต ร่วมกันวางเส้นทรานเซ็คถาวร (permanent line transect) จำนวน 7 เส้น พร้อมทั้งได้ศึกษาชนิด ขนาด และความชุกชุมของปลาในแนวปะการัง อีกทั้งยังได้ถ่ายภาพปะการัง และร่วมกันวิเคราะห์ปริมาณปะการังปกคลุมด้วยโปรแกรม CPCe ด้วย

“สภาพปะการังไทยในปัจจุบันน่าเป็นห่วงมาก เนื่องจาก ปะการังเกิดการฟอกขาวอย่างรุนแรงในช่วงเดือนพฤษภาคม ปี 2553 ทำให้ปะการังเขากวางที่อ่าวขอนแค เกาะราชา ตายเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ สาเหตุน่าจะมาจากอุณหภูมิของน้ำทะเลที่เพิ่มสูงเกิน 32 องศาเซลเซียล ทั้งนี้อยากให้ทุกคนตระหนักและให้ความสำคัญของปลาในแนวปะการัง ร่วมกันรักษาสมดุลของระบบนิเวศปะการัง นอกจากนี้การจับปลาในแนวปะการังโดยเฉพาะกลุ่มปลากินพืช เช่นปลานกแก้ว จะทำให้ไม่มีปลาที่คอยกินต้นอ่อนของสาหร่ายที่ขึ้นบนกอปะการัง อีกทั้งปะการังจะได้รับแสงอาทิตย์น้อยลงและถูกสาหร่ายขึ้นปกคลุมทำให้ปะการังตายไปในที่สุด

“ตอนนี้มีนักท่องเที่ยวจากประเทศจีน มาดำน้ำที่เกาะราชาเยอะมาก นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ดีเพียงพอ และขาดทักษะการดำน้ำที่ถูกต้อง หลายครั้งที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เหยียบปะการังทำให้กิ่งปะการังหัก บางคนนำอาหารมาเลี้ยงปลาในแนวปะการัง ทำให้ปลาที่ควรจะกินสาหร่ายก็ไม่ไปกินสาหร่าย แต่กลับมารอขนมปังที่นักท่องเที่ยวนำมาเลี้ยงมันแทน ส่งผลกระทบต่อสมดุลธรรมชาติของระบบนิเวศปะการัง และจะมีผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจท่องเที่ยวทางทะเลอย่างแน่นอน การที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จัดเวิร์กช็อป International Coral and Reef Fish ในครั้งนี้จะทำให้ประเทศไทยมีบุคลากรที่มีความรู้อย่างแท้จริงในการพัฒนาและแนะนำมาตรฐานการวิจัยทางด้านปะการังและประชากรปลาในแนวปะการังระดับสากล สำหรับการติดตามการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศปะการรังระยะยาว และนำมาสู่การบริหารจัดการเพื่อแก้ไขปัญหาระบบนิเวศปะการรังของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป” รองศาสตราจารย์ ดร. กฤษณะเดช กล่าวทิ้งท้าย.

ไพฑูรย์ อินทศิลา/กัญญาณัฐ เพ็ญสวัสดิ์

TOP