ข่าวเด่น

นักเศรษฐศาสตร์และนักวิชาการมองความพร้อมไทยเข้าสู่ AEC


ดร.กิริฎา เภาพิจิตร นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย ดร.ภาสกร ธรรมโชติ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี และ ดร.นีรนาท แก้วประเสริฐ ระฆังทอง สำนักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยมองไปข้างหน้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมา ณ อาคารเรียนรวม 5 ห้อง 310

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ได้พูดถึงสภาวะเศรษฐกิจโลก ผลกระทบต่อประเทศไทย โดยบอกว่า เศรษฐกิจโลกกำลังฟื้นตัวอย่างช้าๆ แต่จะเติบโตมากขึ้นในปี 2014 แต่จะไม่มากเหมือนอดีตที่ผ่านมา หลังจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลก สัดส่วนการลงทุนจากต่างประเทศของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเพิ่มเป็นเท่าตัว นำโดยประเทศจีน ทำให้เป็นโอกาสอันดีของไทยที่จะดึงเงินทุนจากภายนอกมาลงทุน แต่ยังคงมีความท้าทายสำหรับประเทศไทย เนื่องจากเศรษฐกิจโลกฟื้นตัวอย่างช้าๆ สินค้าทางการเกษตรที่สำคัญ เช่น ข้าวและยางพารา ราคาตกต่ำ การแข่งขันจากประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกที่กำลังก้าวทันประเทศไทย โดยคู่แข่งสำคัญ คือ จีน และมีความเสี่ยงต่อภัยธรรมชาติเพิ่มสูงขึ้น ที่สำคัญประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุ หากมองในมุมของโอกาส มีการคาดการณ์ว่า ในปี 2030 เศรษฐกิจประเทศจีนจะเติบโตแซงหน้าสหรัฐอมริกา จึงมีความต้องการในสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ เงินทุนก็จะไหลเข้ามาในภูมิภาคนี้จำนวนมาก แต่ประเทศไทยจะสามารถดึงเงินทุนเหล่านี้เข้ามาได้มากน้อยแค่ไหน ขณะเดียวกันประเทศไทยก็มีโอกาสในการไปลงทุนต่างประเทศเช่นกัน

ดร.กิริฎา ได้พูดถึงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เป็นหนึ่งในสามเสาหลักของประชาคมอาเซียน โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อให้ประชาชนของประเทศสมาชิกมีการค้าขายระหว่างกันมากขึ้น สามารถไปมาหาสู่กันได้อย่างสะดวก และมีศักยภาพในการแข่งขันกับโลกภายนอกได้ โดยมีเสาย่อย 4 เรื่อง คือ เป็นตลาดและฐานการผลิตร่วม สร้างเสริมขีดความสามารถแข่งขัน การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค และการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก

ในเบื้องต้น เน้นที่การเป็นตลาดและฐานการผลิตร่วม โดยการเปิดเสรีการค้าสินค้า ลดภาษีเหลือร้อยละ 0 ภายใต้การเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ตั้งแต่ปี 2553 ยกเว้นประเทศ CLMV (ประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม ในปี 2015) แต่แต่ละประเทศยังคงมีมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษี การเคลื่อนย้ายการลงทุนในภาคบริการอย่างเสรี อนุญาตให้ต่างชาติมีสัดส่วนการถือหุ้นถึงร้อยละ 70 และเปิดเสรีบริการเร่งรัด 4 สาขา คือ e-ASEAN สุขภาพ ท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ ในส่วนของภาคการเงิน เป้าหมายการเปิดเสรีด้านการเงินเลื่อนออกไปเป็นปี 2020 แต่ไม่มีขอบเขตที่แน่ชัดของการเปิดเสรี ข้อผูกพันส่วนใหญ่มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน คือ ไม่มีการให้สัมปทาน ขณะเดียวกันการธนาคารยังคงมีมาตรการการป้องกันอย่างเข้มงวดในแต่ละประเทศสมาชิก ในด้านการท่องเที่ยวได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวอาเซียน พ.ศ. 2554 – 2558 โดยมุ่งปรับโครงสร้างตลาดการท่องเที่ยว ส่งเสริมการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพให้เกิดความเชื่อมโยงเส้นทางในภูมิภาค (ASEAN Tourism Connectivity Corridors) และสนับสนุนการเดินทางท่องเที่ยวของเยาวชน อย่างไรก็ตาม ดัชนีการกีดกันทางการค้าภาคบริการของประเทศสมาชิก ASEAN ในปี 2008 อยู่ที่ 44 ขณะที่ค่าเฉลี่ยของโลก อยู่ที่ 29 การเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมืออย่างเสรี ใน 7 สาขาวิชาชีพ คือ วิศวกร พยาบาล สถาปนิก นักสำรวจ แพทย์ ทันตแพทย์ และนักบัญชี แต่ยังคงมีรายละเอียดในแต่ละสาขาวิชาซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนย้ายแรงงาน เช่น กฎระเบียบภายในประเทศ เป็นต้น การเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรี โดยเชื่อมโยงระบบการซื้อขายหลักทรัพย์ของไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ซึ่งผู้ลงทุนสามารถซื้อขายหลักทรัพย์ตราสารทุนในตลาดหลักทรัพย์ทั้ง 3 ประเทศนี้ ผ่านบริษัทนายหน้า และสุดท้ายการเปิดเสรีการลงทุนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภาคบริการ เป็นการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างประเทศอาเซียนภายใต้หลัก National Treatment

ประเทศไทยควรใช้โอกาสจาก AEC เพื่อส่งเสริมตลาดและฐานการผลิตร่วม เปิดเสรีภาคบริการ การลงทุนในต่างประเทศ และพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน ดร.กิริฎา เภาพิจิตร กล่าวในตอนท้าย

ในส่วนของ ดร.ภาสกร ธรรมโชติ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี ได้พูดถึงประเด็นเกี่ยวกับ AEC ว่า ผู้เกี่ยวข้อง 3 ภาคส่วน ประกอบด้วย ภาคธุรกิจ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มากที่สุด ภาครัฐในส่วนของผู้ปฏิบัติยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายของฝ่ายบริหาร ส่วนภาคประชาชน มีความเข้าใจน้อยและภาษายังเป็นอุปสรรค หากวิเคราะห์กันถึงผลกระทบของ AEC จะมีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคขึ้นอยู่กับบริบทของภูมิภาคนั้นๆ เช่น จังหวัดชุมพรมีผลไม้ นครศรีธรรมราชมีผลไม้และยางพารา ขณะที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เป็นศูนย์กลางด้านการศึกษาและการค้าชายแดนของ AEC เป็นต้น หากดูจาก GDP ของภาคใต้จะขึ้นอยู่กับผลผลิตทางการเกษตรและการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวมีแนวโน้มที่ดี เห็นได้จากรถบัสขนาดใหญ่ป้ายทะเบียนจากประเทศมาเลเซียนำนักท่องเที่ยวเข้ามาตามจังหวัดต่างๆ ในภาคใต้ ขณะที่ประเทศมาเลเซียจำกัดรถของประเทศไทยที่จะเข้าไปในมาเลเซีย ถือเป็นอุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ระบบภาษี ดังนั้นผลกระทบของการเปิดการค้าเสรีจะแตกต่างกันไปตามบริบทและอุตสาหกรรมที่แต่ละคนทำอยู่ หากเป็นผู้ที่เสียประโยชน์จะต้องตั้งสติและเตรียมพร้อมในการรับสถานการณ์ที่จะเกิดในอนาคต ผู้ได้ประโยชน์ก็จะต้องศึกษาพฤติกรรมของผู้บริโภคให้ดีเพื่อจะได้ผลิตสินค้าตรงตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมายแต่ละประเทศ

ดร.นีรนาท แก้วประเสริฐ ระฆังทอง ได้กล่าวถึงโอกาสของประเทศไทยกับกลุ่มประเทศ CLMV ว่า เป็นการเพิ่มช่องทางการส่งออกของไทย ทั้งสินค้าและบริการที่ประเทศไทยมีศักยภาพ โดยประเทศไทยมีจุดแข็งด้านอาหาร ที่ตั้ง และวัฒนธรรมไทย และมีจุดอ่อนด้านการดำเนินงาน การทำตามข้อตกลงของ AEC และภาครัฐ ส่วนช่องทางที่ไทยมีศักยภาพเมื่อเปรียบเทียบกับ CLMV คือ ด้านการเกษตร และ การบริการ คือ อาหาร โลจิสติก สุขภาพ และการรักษาพยาบาล โดยเป้าหมายของ AEC คือ การเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง การเชื่อมโยงอาเซียนเข้าเศรษฐกิจของโลก

ดังนั้น ถ้ามัวแข่งขันจะไม่ถึงเป้าหมาย เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายเดียว ทฤษฎีไหนจึงจะเหมาะสมในการพัฒนาให้ทุกประเทศมีแนวทางร่วมกัน ดร.นีรนาท แก้วประเสริฐ ระฆังทอง ถามทิ้งท้ายก่อนจบการบรรยาย

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายของคุณชาบีร์ อาลี โมฮิบ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นเพื่อปรับปรุงการให้บริการภาครัฐ การบรรยายเรื่อง การจัดการเรื่องการเงินเพื่อช่วยให้ SMEs ไทยสามารถแข่งขันได้ใน AEC โดยคุณรัชฎา อนันตวราศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญภาคการเงินอาวุโส ธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย และคุณพสุธา ระวังสุข ผู้บริหารทีม ส่วนเศรษฐกิจภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักภาคใต้

ประมวลภาพ



สมพร อิสรไกรศีล ข่าว
ธีรพงศ์ หนูปลอด ภาพ

TOP