Location

0 7567 3000

แนะนำนักวิจัยเด่น

ศาสตราจารย์ ดร.สายฝน เอกวรางกูร : นักวิจัยด้านพยาบาลศาสตร์จิตเวชและสุขภาพจิต ผู้สร้างสรรค์นวัตกรรมการดูแลใจใน "โครงการพยาบาลเพื่อประชาชน"

อัพเดท : 24/08/2569

9

Profile
ศาสตราจารย์ ดร.สายฝน เอกวรางกูร
สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
ประวัติการศึกษา:
• ปริญญาเอก: ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (การพยาบาล) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ศิษย์เก่าดีเด่นมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์)
• ปริญญาโท: พยาบาลศาสตรมหาบัณฑิต (สาขาวิชาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
• ปริญญาตรี: พยาบาลศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

สาขาและความเชี่ยวชาญ:

• การพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวชศาสตร์ (Psychiatric and Mental Health Nursing)
• การสร้างเสริมสุขภาพจิตชุมชนและเยาวชน (Community and Youth Mental Health Promotion)
• การออกแบบและพัฒนานวัตกรรมหลักสูตรดูแลจิตใจ (Mind Caring Curriculum and Intervention Design)
• การวิเคราะห์และทำนายแนวโน้มภาวะซึมเศร้าและการทำร้ายตัวเองด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Ensemble Machine Learning for Depression and Suicide Prediction)
 
จุดเริ่มต้น / เส้นทางการทำวิจัย
 

ศาสตราจารย์ ดร.สายฝน เอกวรางกูร เริ่มต้นเส้นทางวิชาชีพจากการเป็นพยาบาลวิชาชีพที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทด้านการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวชจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้เข้าร่วมเป็นอาจารย์ประจำสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำองค์ความรู้ทางพยาบาลศาสตร์และจิตวิทยามาพัฒนาสุขภาวะของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

จากการทำงานร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่อง ทีมวิจัยของสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์เล็งเห็นว่าในปัจจุบัน เด็กและเยาวชนต้องเผชิญกับปัญหารอบด้านจากพัฒนาการของช่วงวัยที่เปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ประกอบกับอิทธิพลของเทคโนโลยีและสภาพแวดล้อมทางสังคมที่กดดัน เงื่อนไขเหล่านี้ทำให้เด็กๆ เผชิญกับความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะซึมเศร้าหรือมีพฤติกรรมทำร้ายตนเอง ขณะเดียวกัน ในชุมชนก็พบผู้ใหญ่ที่มีความเครียดจากการทำงาน และมีจำนวนผู้สูงอายุที่ต้องอยู่คนเดียวและเผชิญกับภาวะซึมเศร้าจนนำไปสู่สถิติการฆ่าตัวตายที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

ศาสตราจารย์ ดร.สายฝน จึงตั้งคำถามสำคัญว่า “เราจะทำงานร่วมกันอย่างไรเพื่อช่วยดูแลจิตใจคนในชุมชนทุกช่วงวัย?” และนั่นคือจุดเริ่มต้นของ "โครงการพยาบาลเพื่อประชาชน" (Healing Hearts: The Nursing for the People Project) ที่มุ่งเน้นนวัตกรรมการดูแลใจเชิงพื้นที่ (Area-based) เพื่อสร้างความสุขและความแข็งแกร่งทางอารมณ์จากภายในสู่ภายนอก

 
ผลงานเด่น: นวัตกรรมดูแลใจด้วย "ภาษารัก 5 รูปแบบ + 3 เทคนิคจิตวิทยา"
 

นวัตกรรมเด่นจากงานวิจัยของ ศาสตราจารย์ ดร.สายฝน คือการออกแบบหลักสูตรและการสร้างสรรค์เครื่องมือดูแลจิตใจที่ผสมผสานระหว่าง "แนวคิดภาษารัก 5 รูปแบบ" (Gary Chapman's 5 Love Languages) และ "แนวคิดเชิงจิตวิทยา" เพื่อสร้างการเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพสูง โดยเครื่องมือดังกล่าวประกอบด้วยสองส่วนหลัก ดังนี้:

ภาษารัก 5 รูปแบบ เพื่อการสื่อสารใจถึงใจ
• คำพูด (Words of Affirmation): การบอกรัก การให้กำลังใจ ชื่นชม ขอโทษ และไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบเพื่อผลักดันพลังบวก
• การสัมผัส (Physical Touch): การกอด ส่งสายตา จับมือ หรือการสลามตามหลักศาสนาอิสลามในชุมชนมุสลิม เพื่อสร้างความรู้สึกอบอุ่นใจร่วมกัน
• การดูแลใส่ใจบริการ (Acts of Service): การช่วยเหลืองานบ้าน ตักข้าวตักน้ำให้พ่อแม่ หรือช่วยครูยกของและกวาดขยะ
• การให้ของขวัญของฝาก (Receiving Gifts): การมอบของแทนใจเล็กๆ น้อยๆ โดยไม่จำเป็นต้องรอเทศกาล เช่น การเด็ดดอกไม้ข้างทางมาฝาก หรือซื้อของให้ตนเองเพื่อสร้างคุณค่าและยืนยันว่าเขาไม่ถูกลืม
• การใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณภาพ (Quality Time): การใช้เวลาพูดคุย แลกเปลี่ยนความรู้สึก และดูแลใจกันในครอบครัวช่วงเย็นอย่างจริงใจ
เทคนิคจิตวิทยาเสริมพลังบวก
• การเชื่อมโยงพลังบวกในตนเอง: ผู้ดูแลหรือผู้ให้ต้องพัฒนาและบ่มเพาะพลังบวกในใจตนเองให้เติบโตเปรียบเสมือนดอกไม้ที่เบ่งบานก่อน จึงจะสามารถส่งต่อพลังงานดีๆ ผ่านสายตาที่เป็นมิตรและความจริงใจไปยังผู้อื่น โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ซึมเศร้าหรือพ่อแม่ได้
• การใช้คำถามลงสู่หัวใจ (Virginia Satir's Concept): การถามเพื่อสะท้อนความรู้สึก ความคิด เรื่องราว ความคาดหวัง และความต้องการที่แท้จริง
• การฟังอย่างตั้งใจและเข้าใจ (Deep & Empathetic Listening): การฟังอย่างมีสติและเข้าใจอารมณ์เพื่อเพิ่มพูนความหมายและทวีพลังของการเชื่อมโยงระหว่างกัน

งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้อยู่เพียงแค่ในตำรา แต่ได้รับการผลักดันสู่เชิงนโยบายโดยบรรจุลงใน "รายวิชาปฏิบัติการพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต" ของสำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ทำให้นักศึกษาพยาบาลได้เรียนรู้การรักตัวเอง ยอมรับตัวเอง และเติบโตผ่านประสบการณ์ตรง ก่อนจะนำเครื่องมือนี้ลงพื้นที่ไปทำกิจกรรมร่วมกับโรงเรียนต่างๆ ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-6 (ป.3 - ป.6) เพื่อขยายผลการดูแลใจไปสู่เยาวชนในชุมชน

 
ผลกระทบ (Impact)
 
ผลกระทบต่อสังคมและชุมชน
• สร้างภูมิคุ้มกันอารมณ์ในเด็กและเยาวชน: นวัตกรรมนี้ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้เด็กๆ ตั้งแต่วัยเยาว์ ก่อนที่สมองจะเกิดการเปลี่ยนแปลงตามวัยรุ่น [7] ช่วยให้เด็กเห็นคุณค่าในตนเอง ยอมรับตนเอง และห่างไกลจากพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ภาวะซึมเศร้า การทำร้ายตัวเอง ตลอดจนลดปัญหาการกลั่นแกล้งกันในโรงเรียน (Bullying)
• คืนคุณค่าและพลังบวกให้ผู้สูงอายุ: ผู้สูงอายุในชุมชนที่เคยซึมเศร้าหรือโดดเดี่ยว ได้รับการยกระดับจาก "ผู้รับบริการ" สู่ "ผู้ให้ประสบการณ์อันทรงคุณค่า" ประสบการณ์ชีวิตของพวกเขาจะช่วยหล่อหลอมให้เยาวชนเติบโตอย่างงดงาม นำความอบอุ่นและ "ดอกไม้บานในใจของทุกคน" กลับคืนสู่ชุมชนอีกครั้ง
• สร้างเครือข่ายดูแลใจแบบบูรณาการอย่างยั่งยืน: เกิดการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เครือข่าย Smile Smart Center สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และโรงเรียนในพื้นที่ เพื่อการดูแลสุขภาวะทางจิตของชุมชนร่วมกันในทุกระดับ
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
• ลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายในการบำบัดรักษาทางจิตเวช: นวัตกรรมดูแลใจนี้เป็นกระบวนการที่ "ทำได้ง่าย และสร้างการเติบโตได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการซื้อหา" [6] การสร้างภูมิคุ้มกันทางใจเชิงรุกในระดับปฐมภูมินี้ ช่วยลดอุบัติการณ์ของโรคทางจิตเวชเรื้อรัง ลดภาระการรักษาพยาบาลของรัฐ และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการฆ่าตัวตายของประชากรวัยแรงงานและวัยเรียนได้อย่างมหาศาล
"การดูแลใจคือทางออก และเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้ทุกช่วงวัยสามารถเติบโตและเบ่งบานไปด้วยกันได้อย่างสวยงาม"
Footer Banner
Mourning Ribbon